ความแตกต่างระหว่างภาพยนตร์เรื่องต้นส้มแสนรักกับวรรณกรรมที่เป็นตัวบทหนังสือ
" ผมเฝ้าลูบไล้ดอกสีขาวที่ว่านั้น
ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ผมจะไม่ร้องไห้อีกแล้ว
แม้ว่ามิงกินโยจะพยายามบอกลาผมด้วยดอกเล็กๆของมันนี้ เขากำลังไปจากโลกแห่งความฝันของผมเพื่อไปอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง
ไปอยู่ในโลกแห่งความเจ็บปวดของผม "
ข้อความข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งในวรรณกรรมเรื่อง ต้นส้มแสนรัก ของ โจเซ่
วาสคอนเซลอส นักเขียนชาวบราซิล ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรมชิ้นเอกของโลกคนหนึ่ง
เขาใช้เวลาในการเขียนวรรณกรรมเรื่องนี้ไม่นาน
แต่ก็กลายเป็นวรรณกรรมที่ทุกคนรู้จักกันทั่วโลก ซึ่งก็รวมถึงประเทศไทยของเราด้วย มีการแปลวรรณกรรมเรื่องนี้ไว้หลายสำนวน
แต่ที่ข้าพเจ้าได้นำมาวิเคราะห์เป็นสำนวนของ สมบัติ เครือทอง ซึ่งจะทำให้ซาบซึ้งไปกับความรัก
ความเศร้า จินตนาการและอาจต้องเสียน้ำตาไปกับวรรณกรรมเรื่องนี้
ต้นส้มแสนรัก เป็นเรื่องราวของ เด็กชายชาวบราซิล นามว่า เซเซ่
ผู้ที่มีจินตนาการเปี่ยมไปด้วยความฝันที่สวยงามและเป็นเด็กที่ฉลาด เกิดในครอบครัวที่ยากจน
ด้วยความดื้อและซนเขาจึงชอบก่อเรื่อง ไม่เว้นแต่ละวัน ทำให้ถูกลงโทษบ่อยๆ
ทุกคนคิดว่าเขาเป็นเด็กแสบที่ชอบสร้างความเดือดร้อนแก่เพื่อนบ้าน
ซึ่งทุกคนต่างก็เอือมระอา ต่อมาครอบครัวของเซเซ่ได้ย้ายบ้านไปอยู่ที่ใหม่ เขาได้พบเพื่อนใหม่สองคนคือต้นส้มเขียวหวานหนึ่งต้นและโปรตุก้า
เพื่อนต่างวัยชาวโปรตุเกตของเขา คนที่สอนให้เขารู้จักความรักที่แท้จริงและเป็นสิ่งที่ฝันหามาโดยตลอด
วรรณกรรมเรื่อง
ต้นส้มแสนรัก จึงเป็นวรรณกรรมอมตะเรื่องหนึ่งที่นักอ่านทุกคนต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี
ด้วยเนื้อหาและรูปแบบที่สะท้อนมุมมองชีวิตออกมาอย่างลึกซึ้ง
วรรณกรรมเรื่องนี้จึงถูกนำมาสร้างเป็น แอนิเมชั่นและภาพยนตร์ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าวรรณกรรมเล่มนี้มีคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง เมื่อนำตัวบทที่เป็นหนังสือมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับบทภาพยนตร์
จึงทำให้เห็นความแตกต่างและความเหมือนที่หนังสือและภาพนตร์สื่อออกมาดังจะกล่าวต่อไปนี้
ภาพยนตร์ถือว่าได้เปรียบกว่าหนังสือมากในด้านการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก
เพราะมีทั้งภาพและเสียง เครื่องไม้เครื่องมือ
อุปกรณ์ต่างๆที่หนังสือไม่มีในการใช้เล่าเรื่อง แต่ทำไมเมื่อดูภาพยนตร์จึงให้ความรู้สึกน้อยกว่าอ่านหนังสือ
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการตีบทของผู้กำกับที่ต้องการชี้ให้เห็นผลพวงของความรุนแรงของครอบครัวที่เกิดจากความยากจนมากเกินไปจนทำให้ไม่เห็นอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครที่แสดงออกมาได้ลึกซึ้งได้เท่าตัวหนังสือ
เช่น ตอนที่เซเซ่พาหลุยส์ไปรับของขวัญที่มีคนเอามาแจกเด็กในละแวกนั้นแต่ไปไม่ทันด้านอารมณ์ความรู้สึกควรสื่อออกมาให้มากกว่านั้น
น่าจะเป็นฉากแรกๆที่ทำให้ผู้ชมซาบซึ้งหรืออาจเสียน้ำตากับฉากนี้ รวมทั้งเรื่องความรักของพี่น้องที่พี่คนโตของเซเซ่ต้องออกจากโรงเรียนเพื่อช่วยครอบครัวทำงาน
หรือกระทั่งความรักของพ่อแม่ที่มีต่อเซเซ่ควรสื่อออกมาให้ผู้ชมเห็นภาพได้ชัดเจน
ประการต่อมาคือ ตัวละครเอกของเรื่องอย่างเซเซ่
ในหนังสือ เซเซ่จะมีลักษณะผอมแห้ง
ซึ่งต่างจากในบทภาพยนตร์ที่มีรูปร่างค้อนข้างจะอ้วน
สำหรับคนที่เคยอ่านวรรณกรรมเรื่องนี้อาจจะบอกว่าเซเซ่อ้วนเกินไปหรือปล่าว หรือต้นส้มที่ไม่เหมือนภาพที่จินตนาการเวลาอ่านหนังสือเพราะมีขนาดเล็กเกินไป
จึงแสดงความแตกต่างให้เห็นได้ชัดเจน
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้กำกับไม่รอบคอบหรือไม่ลงรายละเอียดในส่วนนี้ หรือผู้กำกับต้องการจะสื่ออะไรออกมาก็ไม่ทราบได้
แต่ก็เป็นเพียงประเด็นเล็กๆที่ใครๆอาจไม่ได้ใส่ใจหรือให้ความสำคัญ
แต่อย่างที่ทราบโดยทั่วกันว่าแม้จะเป็นเพียงประเด็นเล็กๆน้อยๆแต่ถ้าหากไม่ใส่ใจแล้ว
อาจทำให้อรรถรสของภาพยนตร์ลดน้อยลงหรือไม่สมจริงมากขึ้น
ภาพยนตร์เรื่อง ต้นส้มแสนรัก เมื่อมองโดยภาพรวมแล้วก็คล้ายกับตัวบทที่เป็นหนังสืออยู่มาก
ซึ่งแสดงออกถึงความรุนแรงของคนในครอบที่เป็นผลมาจากความจน ซึ่งภาพยนตร์สื่อออกมาได้ชัดเจนซึ่งอาจจะเห็นภาพมากกว่าในหนังสือด้วยซ้ำโดยเฉพาะ
ฉากที่เซเซ่โดยพ่อตีอย่างหนักจนล้มป่วย ฉากนี้ถ้ามองในมุมสังคมจะเห็นสิ่งที่ภาพยนตร์สะท้อนว่า
คนบราซิลผู้ชายจะเป็นใหญ่มาก มีหน้าที่ดูแลทุกอย่างของคนในครอบครัว
แต่ในเรื่องพ่อของเซเซ่ตกงานและคนที่ทำงานคือแม่
พ่อจึงแสดงความรุนแรงออกมาเพราะถูกกดดันจากครอบครัวและสังคมรอบข้าง
จนบางครั้งอารมณ์ของเขาก็อยู่เหนือเหตุผล
ทำให้ส่งผลต่อเซเซ่ที่นำความรุนแรงที่ตนถูกกระทำอยู่บ่อยครั้งไปใช้กับคนอื่นเกิดเป็นเรื่องราววุ่นวายมากมายเช่นในเรื่อง
ประการต่อมาที่เหมือนกันคือการถ่ายทอดความรักของเซเซ่และโปรตุก้า
เพื่อนต่างวัยที่ทำให้เซเซ่เข้าใจความรักมากขึ้น
ตอนนี้ถ้าอ่านหนังสือแล้วไปชมภาพยนตร์หรืออาจจะชมภาพยนตร์แล้วไปอ่านหนังสือความประทับใจคงไม่ต่างกันมากนัก
ตัวละครทั้งสองคนต่างมีปมในใจที่ทำให้รู้สึกว่าขาดอะไรในชีวิตอยู่ตลอดเวลา
จนได้พบกันทั้งสองจึงเติมเต็มส่วนที่ขาดให้กันและกันเกิดเป็นความสัมพันธ์อันลึกซึ้งซึ่งคือสิ่งที่ทั้งสองกำลังตามหา
ช่วงนี้จะเป็นฉากที่ทุกคนต้องอมยิ้มหรือซาบซึ้งไปตามๆกัน เช่น
ตอนที่เซเซ่ขอให้โปรตุก้ามาเป็นพ่อของเขา เป็นต้น
นอกจากความแตกต่างของช่วงวัยแล้วสิ่งที่แตกต่างกันคือเชื้อชาติ บราซิลเคยเป็นเมืองขึ้นของโปรตุเกตมาก่อนในเรื่องคนส่วนมาจึงไม่ชอบโปรตุก้า
สิ่งที่ผู้เขียนและภาพยนตร์สื่ออกมาจึงอาจมีความหมายมากกว่า ความรัก
ความผูกพันธ์ระหว่างคนสองคน
แต่อาจหมายถึงมิตรภาพของชาวบราซิลและโปรตุเกตด้วยเช่นกันหากมองในมุมประวัติศาสตร์
เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์และในหนังสือที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นจะเห็นได้ว่า
ระหว่างภาพยนตร์และหนังสือมีส่วนที่แตกต่างกันไปบ้างก็เพื่อความเหมาะสม
อาจจะเป็นด้านระยะเวลาหรือสิ่งที่ผู้กำกับต้องการสื่อให้เห็นในภาพยนตร์มากกว่าหนังสือ
หรือบางฉากอาจถูกตัดทอนไปก็เพราะไม่ใช่สิ่งที่ผู้กำกับต้องการสื่อออกมานั่นเอง
หรืออาจจะตีความหนังสือไปอีกด้านหนึ่ง ดังนั้น จึงทำให้เห็นความแตกต่างที่เกิดขึ้น
แต่ถึงอย่างไรไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์หรือตัวหนังสือที่ผ่านสายตาของเรามานั้นทำให้เห็นสัจธรรมของชีวิตมากขึ้น
ทำให้อยากเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆหรืออยากที่จะก้าวเดินต่อไป มีความพยายามที่จะก้าวข้ามความเจ็บปวดหรืออุปสรรคต่างๆ
เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าและอนาคตที่รอให้เราค้นหาต่อไป
"เซเซ่ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว
เขาช็อกและตายลงอย่างช้าๆ
พลางตัดพ้อกับพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระเจ้าว่าเหตุใดจึงไม่รักเขาเหมือนเด็กคนอื่นๆ
หลังจากนั้นแม้ว่าเขาจะรอดมาจากการตรอมใจ ได้ชีวิตก็ไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว เขาบอกพี่สาวว่าหากรอดชีวิตเขาก็จะเป็นเด็กเลว
ทว่า พี่สาวก็เพียงปลอบว่า ขอให้เขารอดมาเป็นเด็กธรรมดาๆ คนหนึ่งก็พอ
ต้นส้มที่แท้จริงของเซเซ่ถูกโค่นไปแล้วพร้อมๆ กับการจากไปของโปรตุก้านั่นเอง แต่เขายังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป.."
หลังจากนั้นแม้ว่าเขาจะรอดมาจากการตรอมใจ ได้ชีวิตก็ไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว เขาบอกพี่สาวว่าหากรอดชีวิตเขาก็จะเป็นเด็กเลว
ทว่า พี่สาวก็เพียงปลอบว่า ขอให้เขารอดมาเป็นเด็กธรรมดาๆ คนหนึ่งก็พอ
ต้นส้มที่แท้จริงของเซเซ่ถูกโค่นไปแล้วพร้อมๆ กับการจากไปของโปรตุก้านั่นเอง แต่เขายังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป.."

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น