วันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2560

ความแตกต่างระหว่างภาพยนตร์เรื่องต้นส้มแสนรักกับวรรณกรรมที่เป็นตัวบทหนังสือ

   ความแตกต่างระหว่างภาพยนตร์เรื่องต้นส้มแสนรักกับวรรณกรรมที่เป็นตัวบทหนังสือ

  "  ผมเฝ้าลูบไล้ดอกสีขาวที่ว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ผมจะไม่ร้องไห้อีกแล้ว แม้ว่ามิงกินโยจะพยายามบอกลาผมด้วยดอกเล็กๆของมันนี้ เขากำลังไปจากโลกแห่งความฝันของผมเพื่อไปอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ไปอยู่ในโลกแห่งความเจ็บปวดของผม  "
      ข้อความข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งในวรรณกรรมเรื่อง ต้นส้มแสนรัก ของ โจเซ่ วาสคอนเซลอส นักเขียนชาวบราซิล ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรมชิ้นเอกของโลกคนหนึ่ง เขาใช้เวลาในการเขียนวรรณกรรมเรื่องนี้ไม่นาน แต่ก็กลายเป็นวรรณกรรมที่ทุกคนรู้จักกันทั่วโลก ซึ่งก็รวมถึงประเทศไทยของเราด้วย มีการแปลวรรณกรรมเรื่องนี้ไว้หลายสำนวน แต่ที่ข้าพเจ้าได้นำมาวิเคราะห์เป็นสำนวนของ สมบัติ เครือทอง ซึ่งจะทำให้ซาบซึ้งไปกับความรัก ความเศร้า จินตนาการและอาจต้องเสียน้ำตาไปกับวรรณกรรมเรื่องนี้
      ต้นส้มแสนรัก เป็นเรื่องราวของ เด็กชายชาวบราซิล นามว่า เซเซ่ ผู้ที่มีจินตนาการเปี่ยมไปด้วยความฝันที่สวยงามและเป็นเด็กที่ฉลาด   เกิดในครอบครัวที่ยากจน ด้วยความดื้อและซนเขาจึงชอบก่อเรื่อง ไม่เว้นแต่ละวัน ทำให้ถูกลงโทษบ่อยๆ ทุกคนคิดว่าเขาเป็นเด็กแสบที่ชอบสร้างความเดือดร้อนแก่เพื่อนบ้าน ซึ่งทุกคนต่างก็เอือมระอา ต่อมาครอบครัวของเซเซ่ได้ย้ายบ้านไปอยู่ที่ใหม่ เขาได้พบเพื่อนใหม่สองคนคือต้นส้มเขียวหวานหนึ่งต้นและโปรตุก้า เพื่อนต่างวัยชาวโปรตุเกตของเขา คนที่สอนให้เขารู้จักความรักที่แท้จริงและเป็นสิ่งที่ฝันหามาโดยตลอด 
               วรรณกรรมเรื่อง ต้นส้มแสนรัก จึงเป็นวรรณกรรมอมตะเรื่องหนึ่งที่นักอ่านทุกคนต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี ด้วยเนื้อหาและรูปแบบที่สะท้อนมุมมองชีวิตออกมาอย่างลึกซึ้ง วรรณกรรมเรื่องนี้จึงถูกนำมาสร้างเป็น แอนิเมชั่นและภาพยนตร์ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าวรรณกรรมเล่มนี้มีคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง  เมื่อนำตัวบทที่เป็นหนังสือมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับบทภาพยนตร์ จึงทำให้เห็นความแตกต่างและความเหมือนที่หนังสือและภาพนตร์สื่อออกมาดังจะกล่าวต่อไปนี้
               ภาพยนตร์ถือว่าได้เปรียบกว่าหนังสือมากในด้านการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก เพราะมีทั้งภาพและเสียง เครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆที่หนังสือไม่มีในการใช้เล่าเรื่อง แต่ทำไมเมื่อดูภาพยนตร์จึงให้ความรู้สึกน้อยกว่าอ่านหนังสือ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการตีบทของผู้กำกับที่ต้องการชี้ให้เห็นผลพวงของความรุนแรงของครอบครัวที่เกิดจากความยากจนมากเกินไปจนทำให้ไม่เห็นอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครที่แสดงออกมาได้ลึกซึ้งได้เท่าตัวหนังสือ เช่น ตอนที่เซเซ่พาหลุยส์ไปรับของขวัญที่มีคนเอามาแจกเด็กในละแวกนั้นแต่ไปไม่ทันด้านอารมณ์ความรู้สึกควรสื่อออกมาให้มากกว่านั้น น่าจะเป็นฉากแรกๆที่ทำให้ผู้ชมซาบซึ้งหรืออาจเสียน้ำตากับฉากนี้ รวมทั้งเรื่องความรักของพี่น้องที่พี่คนโตของเซเซ่ต้องออกจากโรงเรียนเพื่อช่วยครอบครัวทำงาน หรือกระทั่งความรักของพ่อแม่ที่มีต่อเซเซ่ควรสื่อออกมาให้ผู้ชมเห็นภาพได้ชัดเจน
               ประการต่อมาคือ ตัวละครเอกของเรื่องอย่างเซเซ่ ในหนังสือ เซเซ่จะมีลักษณะผอมแห้ง ซึ่งต่างจากในบทภาพยนตร์ที่มีรูปร่างค้อนข้างจะอ้วน สำหรับคนที่เคยอ่านวรรณกรรมเรื่องนี้อาจจะบอกว่าเซเซ่อ้วนเกินไปหรือปล่าว หรือต้นส้มที่ไม่เหมือนภาพที่จินตนาการเวลาอ่านหนังสือเพราะมีขนาดเล็กเกินไป จึงแสดงความแตกต่างให้เห็นได้ชัดเจน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้กำกับไม่รอบคอบหรือไม่ลงรายละเอียดในส่วนนี้ หรือผู้กำกับต้องการจะสื่ออะไรออกมาก็ไม่ทราบได้ แต่ก็เป็นเพียงประเด็นเล็กๆที่ใครๆอาจไม่ได้ใส่ใจหรือให้ความสำคัญ แต่อย่างที่ทราบโดยทั่วกันว่าแม้จะเป็นเพียงประเด็นเล็กๆน้อยๆแต่ถ้าหากไม่ใส่ใจแล้ว อาจทำให้อรรถรสของภาพยนตร์ลดน้อยลงหรือไม่สมจริงมากขึ้น
               ภาพยนตร์เรื่อง ต้นส้มแสนรัก เมื่อมองโดยภาพรวมแล้วก็คล้ายกับตัวบทที่เป็นหนังสืออยู่มาก ซึ่งแสดงออกถึงความรุนแรงของคนในครอบที่เป็นผลมาจากความจน ซึ่งภาพยนตร์สื่อออกมาได้ชัดเจนซึ่งอาจจะเห็นภาพมากกว่าในหนังสือด้วยซ้ำโดยเฉพาะ ฉากที่เซเซ่โดยพ่อตีอย่างหนักจนล้มป่วย ฉากนี้ถ้ามองในมุมสังคมจะเห็นสิ่งที่ภาพยนตร์สะท้อนว่า คนบราซิลผู้ชายจะเป็นใหญ่มาก มีหน้าที่ดูแลทุกอย่างของคนในครอบครัว แต่ในเรื่องพ่อของเซเซ่ตกงานและคนที่ทำงานคือแม่ พ่อจึงแสดงความรุนแรงออกมาเพราะถูกกดดันจากครอบครัวและสังคมรอบข้าง จนบางครั้งอารมณ์ของเขาก็อยู่เหนือเหตุผล ทำให้ส่งผลต่อเซเซ่ที่นำความรุนแรงที่ตนถูกกระทำอยู่บ่อยครั้งไปใช้กับคนอื่นเกิดเป็นเรื่องราววุ่นวายมากมายเช่นในเรื่อง
                ประการต่อมาที่เหมือนกันคือการถ่ายทอดความรักของเซเซ่และโปรตุก้า เพื่อนต่างวัยที่ทำให้เซเซ่เข้าใจความรักมากขึ้น ตอนนี้ถ้าอ่านหนังสือแล้วไปชมภาพยนตร์หรืออาจจะชมภาพยนตร์แล้วไปอ่านหนังสือความประทับใจคงไม่ต่างกันมากนัก ตัวละครทั้งสองคนต่างมีปมในใจที่ทำให้รู้สึกว่าขาดอะไรในชีวิตอยู่ตลอดเวลา จนได้พบกันทั้งสองจึงเติมเต็มส่วนที่ขาดให้กันและกันเกิดเป็นความสัมพันธ์อันลึกซึ้งซึ่งคือสิ่งที่ทั้งสองกำลังตามหา ช่วงนี้จะเป็นฉากที่ทุกคนต้องอมยิ้มหรือซาบซึ้งไปตามๆกัน เช่น ตอนที่เซเซ่ขอให้โปรตุก้ามาเป็นพ่อของเขา เป็นต้น นอกจากความแตกต่างของช่วงวัยแล้วสิ่งที่แตกต่างกันคือเชื้อชาติ บราซิลเคยเป็นเมืองขึ้นของโปรตุเกตมาก่อนในเรื่องคนส่วนมาจึงไม่ชอบโปรตุก้า สิ่งที่ผู้เขียนและภาพยนตร์สื่ออกมาจึงอาจมีความหมายมากกว่า ความรัก ความผูกพันธ์ระหว่างคนสองคน แต่อาจหมายถึงมิตรภาพของชาวบราซิลและโปรตุเกตด้วยเช่นกันหากมองในมุมประวัติศาสตร์
               เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์และในหนังสือที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นจะเห็นได้ว่า ระหว่างภาพยนตร์และหนังสือมีส่วนที่แตกต่างกันไปบ้างก็เพื่อความเหมาะสม อาจจะเป็นด้านระยะเวลาหรือสิ่งที่ผู้กำกับต้องการสื่อให้เห็นในภาพยนตร์มากกว่าหนังสือ หรือบางฉากอาจถูกตัดทอนไปก็เพราะไม่ใช่สิ่งที่ผู้กำกับต้องการสื่อออกมานั่นเอง หรืออาจจะตีความหนังสือไปอีกด้านหนึ่ง ดังนั้น จึงทำให้เห็นความแตกต่างที่เกิดขึ้น แต่ถึงอย่างไรไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์หรือตัวหนังสือที่ผ่านสายตาของเรามานั้นทำให้เห็นสัจธรรมของชีวิตมากขึ้น ทำให้อยากเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆหรืออยากที่จะก้าวเดินต่อไป มีความพยายามที่จะก้าวข้ามความเจ็บปวดหรืออุปสรรคต่างๆ เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าและอนาคตที่รอให้เราค้นหาต่อไป
               "เซเซ่ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว เขาช็อกและตายลงอย่างช้าๆ พลางตัดพ้อกับพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระเจ้าว่าเหตุใดจึงไม่รักเขาเหมือนเด็กคนอื่นๆ
หลังจากนั้นแม้ว่าเขาจะรอดมาจากการตรอมใจ ได้ชีวิตก็ไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว เขาบอกพี่สาวว่าหากรอดชีวิตเขาก็จะเป็นเด็กเลว 
ทว่า พี่สาวก็เพียงปลอบว่า ขอให้เขารอดมาเป็นเด็กธรรมดาๆ คนหนึ่งก็พอ
ต้นส้มที่แท้จริงของเซเซ่ถูกโค่นไปแล้วพร้อมๆ กับการจากไปของโปรตุก้านั่นเอง แต่เขายังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป.."



              
                                                                                                                                                                                              

ไม่มีความคิดเห็น:

5 เรื่องที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน

  นี้ก็เป็น ep.2 สำหรับคลิปที่น่าสนใจเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์รอบตัวเรา คุณเคยรู้ไหมว่าขนของเราส่วนไหนแข็งที่สุด ถ้าอยากรู้ก็เข้าไปดูกันนะครับ ช่...