" สหายต้องเข้าใจว่า ความอดอยากไม่จำเป็นต้องมีในโลกนี้ แกว่นพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงที่ร้อนแรง เหมือนกับลมหายใจที่ออกมาจากทรวงอกของเขา ถ้าหากว่าโลกนี้มีแต่คนงานและชาวนา ไม่มีชนชั้นศักดินาไม่มีพระ ไม่มีนายทุนที่คอยขูดรีดคนอื่น เราจะต้องมีอาหารที่เกิดจากแรงงานของเราเหลือกิน เราไม่อยากอดอยากอย่างนี้ สหายเห็นหรือยังว่าระบบสังคมทาสอย่างทุกวันนี้ เกิดผลร้ายอย่างไร เพราะสังคมอันเฟะฟอน เพราะระบอบเศรษฐกิจสูบเลือดคนงาน "
ระบอบการเมืองการปกครองถือว่ามีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของคนทุกคนไม่มีใครสามารถหลีกหนีเรื่องการเมืองการปกครองไปได้ การเมืองการปกครองมีความสัมพันธ์ต่อ ระบบเศรษฐกิจ สิทธิเสรีภาพ ฯลฯการเมืองการปกครองจึงมีหน้าที่ในการช่วยเหลือปรับปรุงสังคมให้ดีขึ้นในทางที่ถูกต้องและสมเหตุสมผล ในเมื่อการเมืองการปกครองเป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคน แต่ละคนจึงมีความคิดที่แตกต่างกัน เกิดลัทธิต่างๆขึ้นมากมาย ซึ่งแต่ละลัทธิก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ดังนั้นการนำลัทธิหรือระบอบการเมืองการปกครองแต่ละระบอบมาใช้ จึงควรศึกษาให้เกิดความถ่องแท้ ทั้งข้อดีข้อเสียและความเหมาะสม ไม่ใช่รู้เพียงครึ่งๆกลางๆ แล้วนำมาปฏิบัติใช้ ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นภายในสังคม เช่น ข้อความที่กล่าวไว้แต่ข้างต้นเกิดจากความรู้ครึ่งๆกลางๆของแกว่น แกว่นกำจร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ นวนิยาย เรื่อง ไผ่แดง
นวนิยายเรื่องไผ่แดง เป็นบทประพันธ์ของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นตอนๆในหนังสือพิมพ์ สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๗ ถึงวันนี้ เป็นเวลา ๙๑ ปีเต็ม ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน ได้รับการแปลออกเป็น ภาษาต่างๆถึง ๙ ภาษา เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศล เวียดนาม และพม่า ฯลฯ เป็นวรรณกรรมที่ถูกสร้างขึ้นในยุคสมัยที่ ฝ่ายอาณาจักร กำลังใช้นโยบายต่อต้าน ลัทธิคอมมิวนิสต์ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เห็นความสำคัญและเป็นนักประพันธ์คนแรกที่เข้าใจลักษณะพิเศษของคนไทย คือเห็นความสง่างามของคนไทยที่มีพื้นฐานความเป็นอยู่ที่ต่างกันเมื่อต้องเผชิญกับสิ่งแปลกใหม่ จึงนำมาถ่ายทอดในรูปแบบคำประพันธ์ที่ เสียดสี ล้อเลียนสังคม โดยแทรกอารมณ์ขบขันไว้ตลอดทั้งเรื่อง ทำให้หนังสือมีความน่าสนใจและไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเมื่อเปิดอ่าน
ไผ่แดง เป็นเรื่องราวความขัดแย้ง ระหว่างสองคนซึ่งเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ยังเด็ก คนหนึ่งเป็น ฆราวาส ชื่อ แกว่น แกว่นกำจร คนหนึ่ง เป็น สมณะ ชื่อ สมภารกร่าง แกว่น แก่วนกำจร เป็นคนที่นำเอาลัทธิคอมมิวนิสต์เข้ามาในหมู่บ้านไผ่แดง เพราะเชื่อว่า จะช่วยแก้ไขปัญหาความยากจน ของคนในหมู่บ้านได้ แต่ความรู้ที่เขานำมาปรับใช้กับคนในชุมชนเป็นความรู้แบบครึ่งๆ กลางๆ จึงทำให้สมภารกร่างสหายเก่าไม่เห็นด้วย ทำให้เกิดความขัดแย้งกันอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่มีฝ่ายใดชนะฝ่ายใดแพ้ ทั้งสองยังยืนหยัดในอุดมการณ์ของตัวเอง แต่ด้วยความเป็นเพื่อนทั้งสองจึงไม่เคยโกรธกันอย่างจริงจังและยังช่วยเหลือเกื้อกูนกันในยามที่ทุกข์ยาก มุมมองที่แตกต่างทำให้ทั้งสองเห็นสภาพสังคมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในชุมชนมากยิ่งขึ้น
นวนิยาย เรื่องไผ่แดง เป็นการนำเอารูปแบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ มาล้อเลียนเสียดสีอย่างน่าขบขันในสังคมชนบทของไทย โดยนำหลักธรรมทางพุทธศาสนามาเกี่ยวข้อง ทำให้อ่านแล้วเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน ทั้งด้านรูปเล่มที่มีความสวยงามและไม่หนาจนเกินไปจำนวน ๒๕๒หน้า หน้าปกที่มีความเรียบง่ายแต่น่าสนใจ ตัวหนังสือภายในเล่มที่มีขาดใหญ่ทำให้อ่านง่ายและสบายตา การนำเอาวิถีความเป็นอยู่ของสังคมชนบทซึ่งเป็นสังคมที่อยู่ใกล้ตัว และมีมากที่สุดในประเทศมาใช้ในการดำเนินเรื่อง ทำให้อ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย ถึงแม้การดำเนินเรื่องจะค่อยเป็นค่อยไปแต่ด้วยเนื้อหาสาระและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่าง สมภารกร่าง และ แกว่น แกว่นกำจร ทำให้อ่านแล้ว ไม่รู้สึกเบื่อแต่น่าติดตามมากยิ่งขึ้น และเห็นการแก้ปัญหาของสมภารกร่าง เช่น การแก้เข็ด แกว่น โดยการส่งจดหมาย จากกรุงเทพให้แกว่นกำจรเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเข้าร่วมอุดมการณ์ที่ฝรั่งเศล จะได้เห็นปฏิกิริยาของแกว่นว่าอุดมการณ์ที่เขาเทิดทูนหนักหนากับลูกเมีย เขาจะเลือกใคร จนทำให้แกว่นรู้สึกหนักใจจนหาทางออกไม่ถูก เป็นต้น การล้อเลียนและความใสซื่อของตัวละครทั้งสองทำให้อ่านแล้ว ต้องอมยิ้มและได้รับแง่คิดต่างๆจากการกระทำและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดทั้งเรื่อง ถ้อยคำที่เรียบง่ายและประณีตของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ทำให้อ่านแล้วลื่นไหลไม่ติดขัด ไม่ต้องตีความมากนัก เช่น ตอนสมภารกร่างพูดกับพระประธานในโบสถ์ ความว่า " ไม่มีวันหมดหรอกสมภาร หลวงพ่อตอบ ตราบใดในโลกนี้ยังเป็นโลก มนุษย์ยังเป็นมนุษย์ หน้าที่ของสมภารจะยังเป็นสิ่งจำเป็นอยู่เสมอ " ความชาญฉลาดของผู้ประพันธ์ที่นำเอา พระประธาน ซึ่ง เป็นสัญลักษณ์แทนด้านที่ดีของพุทธศาสนามาใช้ ทำให้นวนิยามมีมิติมากขึ้น เพราะเมื่อสามภารกร่างแก้ปัญหาอะไรไม่ได้หรือมีเรื่องทุกข์ใจก็จะมาปรึกษา พระประธาน ซึ่งแท้จริงก็คือสัญลักษณ์ที่แทนด้านที่ดีในใจของสมภารกร่างนั่นเอง ตัวละครเอกของเรื่องทั้งสองจึงมีความสำคัญที่ทำให้เรื่องน่าติดตาม และด้วยสถานะทางสังคมที่แตกต่างกันจึงทำให้มองเห็นความขัดแย้งกันชัดเจน รวมทั้งแนวทางการแก้ไขปัญหาและแง่คิดภายในเรื่อง
สมภารกร่าง เป็น ตัวละครเอกที่มีความสำคัญมาก เพราะ เป็นคู่ ขัดแย้ง ของแกว่น แกว่นกำจร ถึงแม้ว่าจะเป็นพระ แต่สมภารก็ยังมีใจใฝ่ในทางโลกอยู่ รู้จัก รัก โลภ โกรธ หลง ซึ่งเป็นวิสัยของมนุษย์ทุกคนในโลกนี้ แต่ทุกอย่างที่สมภารแสดงออกมาก็เพื่อหมู่บ้านไผ่แดง ซึ่งชุมชนกับวัดก็เป็นของคู่กัน ดังนั้น สมภารกร่างจึงอยู่เฉยไม่ได้ ทำให้ต้องมาวุ่นวายกับทางโลก ด้วยลักษณะนิสัยของสมภารที่มีความหลากหลายเหมือนเช่นมนุษย์ทุกคน ตัวละคร สมภารกร่าง จึงมีความสมจริง ดังเช่นมนุษย์คนหนึ่งที่มีชีวิตอยู่ในโลกแล้วถูกนำมาถ่ายทอดผ่านตัวอักษรและอีกตัวละครที่สำคัญและเป็นคู่ขัดแย้งของสมภารกร่าง คือ แกว่น แกว่นกำจร ซึ่งเป็นคนที่มีความเชื่อในเรื่องลัทธิคอมมิวนิสต์เพราะเคยไปศึกษาอยู่ที่กรุงเทพ แกว่นเป็นตัวละคร ที่มีทั้งด้านดีและไม่ดี เพราะ เขาเป็นคนที่เอาความคิดของตนเป็นใหญ่ ไม่ยอมรับหรือเชื่อสิ่งไหนง่ายๆ แม้บางครั้งจะส่งผลร้ายต่อครอบครัวตนเอง เช่น ตอนที่ไผ่แดง เกิดภัยธรรมชาติ ฝนแล้ง ข้าวปลาอาหารไม่พอกิน ทางรัฐจึงยื่นมือเข้ามาช่วย แต่ แกว่นไม่ยอมรับความช่วยเหลือ เพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งของที่ได้มาจากการขูดรีดสูบเลือดชนชั้นแรงงาน แต่สุดท้ายก็ต้องรับการช่วยเหลือเพราะความสงสารลูกเมียและสหายร่วมอุดมการณ์ของเขา เป็นต้น ความขัดแย้งของสังคม ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในใจของเขา อุดมการณ์ มิตรภาพ และปากท้อง ทำให้แกว่นต้องลุกขึ้นมาปกป้องตนเองจากสังคมที่โหดร้ายและเพื่อความอยู่รอด จึงเป็นตัวละครที่มีหลายลักษณะและเป็นตัวละครที่มีความสมจริง ส่วนตัวละครอื่นๆมีหน้าที่ช่วยเสริมให้เรื่องราวมีความสมจริงยิ่งขึ้น มีความน่าติดตาม และแก้ไขความขัดแย้งในเรื่องลงได้ เช่น กำนันเจิม ที่ขอร้องให้สมภารกร่างและ แกว่น แกว่นกำจร ไปพูดกับลูกชายของตนที่จะเลิกเรียนกลับมาอยู่บ้าน ระหว่างการเดินทางจึงทำให้ทั้งสอง เข้าใจกันมากขึ้น คิดถึงภาพความหลังที่เคยเป็นเพื่อนกัน จึงเกิดความสัมพันธ์เป็นเยื่อใยบางๆขึ้นอีกครั้ง
การนำเอาสังคมชนบท ลัทธิความเชื่อทางศาสนาและระบอบการเมืองการปกครอง มาถ่ายทอดในรูปแบบนวนิยาย ของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ทำให้ได้รับแง่คิดที่หลากหลายและมองเห็นปัญหาของสังคมมากขึ้น สังคมไทยเป็นสังคมพุทธเพราะคนส่วนมากของประเทศนับถือศาสนาพุทธและเป็นศาสนาประจำชาติของคนไทย ดังนั้น สถาบันศาสนาจึงเกี่ยวข้องและมีความสำคัญกับวิถีชีวิตของคนไทย ในด้านการใช้ชีวิต การแก้ปัญหาชีวิต หรือเป็นสิ่งที่เหนี่ยวรั้งทางจิตใจ รวมทั้งเรื่องการเมืองการปกครองที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน จากในเรื่อง จะเป็นมุมมองของชนชั้นกลางที่มีความเห็นเกี่ยวกับการปกครองของระบอบคอมมิวนิสต์กับสังคมชนบท โดยใช้ภาพของสมภารกร่างเป็นตัวแทนและให้ประชาชนทั้งหลายที่นับถือระบอบคอมมิวนิสต์กลายเป็นตัวตลก โดยใช้ภาพ แกว่น แกว่นกำจร เป็นตัวแทน เนื่องจากเห็นว่าประชาชนที่อยู่ในชนบทยังมีความรู้ต่ำ ยังโง่เขลา หรือยังไม่รู้เท่าทันเหตุการณ์บ้านเมือง ดังที่ แกว่น นำเอาลัทธิคอมมิวนิสต์มาใช้ในสังคมชนบทแล้วกลายเป็นตัวตลก ทำให้สมภารต้องคอยเอาศาสนาเข้าช่วยอยู่เสมอ เพราะเชื่อว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่สังคมไทยขาดไม่ได้ เป็นหลักศีลธรรมที่ทำให้สังคมมีความสัมพันธ์กัน เป็นจุดศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ ช่วยให้สังคมมีความสงบสุข มั่นคง และเจริญก้าวหน้า โดยมีวัดเป็นศูนย์กลางของสังคมนั้นๆ และให้เห็นภาพของสังคมที่นับถือลัทธิคอมมิวนิสต์ว่าเป็นสิ่งที่โง่เขล่า เบาปัญญา เป็นอุดมการณ์ที่ทำให้เกิดของรุนแรง ใช้แต่กำลังเข้าแก้ปัญหาและถืออำนาจของกลุ่มบุคคลเป็นส่วนกลาง ไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม โดยการอ้างอุดมการณ์ของตน แต่ถ้านำมาวิเคราะห์ตามความเป็นจริง ถือว่าไม่ได้นำเสนอสังคมที่มีความเป็นจริงมากนัก เพราะเป็นความคิดเห็นของชนชั้นปกครองหรือชนชั้นกลาง ที่มีความเห็นว่าสังคมจะอยู่ หรือดำเนินไปต่ออย่างไรเมื่อนำเอาลัทธิต่างๆเข้ามาใช้ เพราะยังเชื่อว่าประชาชนเป็นคนที่ยังมีความรู้น้อย หรือยังโง่เขล่าอยู่ การหลงเชื่ออะไรง่ายๆ หรือรู้ไม่จริง จะนำความเดือนร้อนให้เกิดแก่สังคม เช่นเดียวกับ เหตุการณ์กบฏบวรเดช ในเรื่อง ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ของ วินทร์ เลียววาริณ ซึ่งมีความเห็นว่าประชาชนยังมีความรู้น้อย จึงยังไม่ควรเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ในรัชกาลที่ ๗ ถึงจะเป็นการนำรูปแบบที่ต่างกันและความคิดเกี่ยวกับรูปแบบการปกครองที่ต่างกัน แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าชนชั้นกลางยังเชื่อว่าประชาชนในสมัยนั้นยังคงมีความรู้น้อยอยู่ ซึ่งการจะนำลัทธิต่างๆเข้ามาใช้ในประเทศหรือสังคมควรรอบครอบและเป็นประโยชน์มากกว่าสร้างความเสียหาย วรรณกรรมเรื่องนี้จึงสะท้อนภาพสังคมที่เกิดในอุดมคติและสภาพสังคมของความเป็นจริง ที่จะสร้างความเพลิดเพลินให้ผู้อ่าน
วรรณกรรมเรื่อง ไผ่แดง จึงเป็นวรรณกรรมที่เหมาะสำหรับคนไทยทุกคน ทั้งในด้านเนื้อสาระ ความบันเทิง อารมณ์ขบขัน ความรู้ การสะท้อนสภาพสังคม ที่วรรณกรรมเรื่องนี้ได้ถ่ายทอดไว้ โดยปลายปากกาของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช กวีเอกของไทยคนหนึ่ง เพราะเนื้อหาที่ใกล้ตัวและไม่ซับซ้อนทำให้ นวนิยายเรื่องนี้ เป็นที่รู้จักของคนไทยมาถึง ๙๑ ปี มีทั้งที่สร้างเป็นภาพยนตร์และละคร จึงเป็นเครื่องการันตีว่า นวนิยาย เรื่องนี้ เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและควรคู่กับสังคมไทย สำหรับผู้ที่เคยอ่านนวนิยายเรื่องนี้มาแล้วคงเกิดความประทับใจไม่มากก็น้อย สำหรับนักอ่านที่ยังไม่เคยอ่านและทำความรู้จักนวนิยายเรื่องนี้ เพียงแค่ท่านเปิดอ่านท่านจะได้ทั้งความสนุกสนานเพลิดเพลินและสาระความรู้ไม่มากก็น้อยแน่นอน สังคม การเมืองการปกครอง ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง ดังนั้นจึงควรตื่นตัว และให้ความสำคัญ ตลอดจนหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่อไป
ความคิดเห็นท่านอื่น
ความคิดเห็นท่านอื่น

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น