คนดีศรีอยุธยา
อาจจัดว่าเป็นวรรณกรรมที่เหมาะสำหรับคนไทยทุกคน เพราะเป็นวรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์
ที่จะทำให้ซาบซึ้งไปกับเรื่องราววีรกรรมของชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ที่กล้าหาญและยอมเสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง
แม้พวกเขาจะเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา แต่ก็มีบทบาทในการกอบกู้ชาติ
ซึ่งการกอบกู้ชาติหรือการปกป้องอธิปไตยของชาติย่อมไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
เลือดเนื้อของวีรชนที่หลั่งไหลเพื่อปกป้องความเป็นไทยมาถึงทุกวันนี้ เชื่อว่าคนไทยทุกคนที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ต้องภูมิใจในแผ่นดินไทยของเราแน่นอน
โครงเรื่อง คนดีศรีอยุธยา ไม่ซับซ้อนมากนัก เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกพ่ายครั้งที่สอง
ชาวบ้านต่างพากันอพยพแยกย้ายเพื่อหนีภัยสงคราม
แล้วตั้งถิ่นฐานกันอยู่เป็นก๊กเป็นเหล่า เพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกตแก่พวกข้าศึก โต
น้อย เล็ก สามพี่น้องศิษย์อาจารย์เดียวกัน รู้ว่าอยุธยาแตกพ่าย
จึงออกเดินทางเพื่อรวบรวมไพร่พลกอบกู้ราชธานีกลับมาดังเดิม ทั้งสามคนเดินทางแยกกันเพื่อให้การรวบรวมพลเป็นไปอย่างรวดเร็ว
ระหว่างการรวบรวมพลทำให้ทั้งสามทราบว่าสาเหตุที่กรุงศรีอยุธยาแตกพ่ายเพราะคนในชาติไม่รักใคร่สามัคคีกัน
เอารัดเอาเปรียบกันเอง เห็นประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ของชาติบ้านเมือง
" เทียนนั้นถึงจะให้แสงสว่าง
แต่ถ้าเปลวเทียนมันเอียงมันก็มีเงา
ปัญญาของคนถึงจะใสอย่างไร
ถ้ามีความลำเอียงแล้ว มันก็จะมีส่วนที่มืด"
แต่เพราะกรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี
ได้มีคนดีมีฝีมือ คือ ชุมนุมเจ้าตากรวบรวมผู้คนตีป้อมค่ายพวกพม่า
กู้กรุงศรีอยุธยากลับคืนมา โดยมีกำลังของชาวบ้านหลายกลุ่มเข้าร่วม
โดยเฉพาะกลุ่มของโต น้อย เล็ก ซึ่งเป็นกองหนุนที่เข้มแข็งและกล้าหาญเด็ดเดี่ยว
"
ไม่มีประโยชน์อันใดหรอกที่คนจะรู้ความบริสุทธิ์และความถูกต้องเมื่อตายไปแล้ว"
เรื่อง คนดีศรีอยุธยา
สื่อให้เห็นว่า คนดีที่แท้จริงคือผู้ที่ทำงานโดยไม่เรียกร้องผลประโยชน์ใดๆตอบแทน
ทำด้วยความเต็มใจ เห็นประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ ทุกคนสามารถเป็นคนดีได้
ในยุคสมัยนี้หากจะให้ทำความดีด้วยการรบราฆ่าฟันกันอย่างเดิมนั้นคงไม่ใช่
เพราะบ้านเมืองของเราสงบสุขแล้ว จะทำความดีในสมัยนี้ไม่ยากเลย
เพียงปฏิบัติตนอยู่ในจารีตประเพณีที่ดีงามอย่างไทย ปฏิบัติตนให้อยู่ภายใต้กฎหมาย
ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นหรือคนรอบข้าง
ไม่สร้างความแตกแยกให้เกิดแก่กลุ่มชนหรือสังคมที่อาศัย ดูแลครอบครัวของตนเองให้ดี
ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เพียงเท่านี้เราก็สามารถเป็นคนดีได้
สภาพความเดือดร้อนในสมัยนั้นทำให้เรารู้ว่า
คนไทยเราถึงแม้ในยามยากก็มีน้ำใจให้กันเสมอ ในยามยากหรือเวลาที่เดือดร้อนถ้ามองในมุมกลับในแง่ที่ดีคือเราจะรู้ว่าใครที่เป็นห่วงและหวังดีต่อเราจริงๆ
ทาสแท้ของคนจะแสดงออกมาก็เมื่อมีภัยมาถึง จริงอยู่ที่มนุษย์ทุกคนล้วนเห็นแก่ตัว
แต่สิ่งที่จะทำให้เราอยู่รอดได้อย่างมีความสุขคือการมีน้ำใจต่อกัน
ความสามัคคีกลมเกลียว อย่างเช่นในเรื่อง คนดีศรีอยุธยา ที่สามารถกอบกู้บ้านเมืองมาได้ก็เพราะความมีน้ำใจต่อกัน
ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
สิ่งเหล่านี้จึงทำให้เกิดความสามัคคีและก้าวข้ามอุปสรรคไปได้
"อาวุธนั้นให้ใช้เป็นสิ่งสุดท้าย
เอาชนะกันด้วยปัญญาตอนจบ เมื่อไม่มีทางแล้วจึงใช้อาวุธเป็นเครื่องมือของปัญญา
แต่ปัญญาต้องถืออาวุธอยู่ด้วยตราบใดที่ฝ่ายอธรรมยังถืออาวุธอยู่"
จากข้อความข้างต้น
บ่งบอกถึงความรักสงบของคนไทย การไม่รุกรานใครก่อน
หลีกเลี่ยงความรุนแรงที่นำความเสียหายมาให้ในภายหลัง
สงครามแต่ละครั้งย่อมส่งผลเสียและเกิดการล้มตายเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรมีสติ
ใช้ปัญญาให้ได้ผลเสียที่จะเกิดขึ้นน้อยที่สุดเพราะ อาวุธมีไว้เพื่อชนะคนที่อ่อนแอกว่าเท่านั้น
แต่ปัญญาถูกสร้างมาเพื่อชนะทุกอย่าง คนที่มีปัญญา ย่อมไม่นำพาสิ่งเดือดร้อนมาสู่ตน
แต่หากใช้ปัญญาไปในทางที่ผิดผลที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลร้ายแก่ตนในภายหลัง
ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีสองด้านเสมอ
"ในดีก็มีชั่ว
ในชั่วก็มีดี"
คนดีศรีอยุธยาจึงสะท้อน
สภาพต่างๆของสังคมสมัยก่อน ความเป็นอยู่ นิสัยของคนไทย ความรักความสามัคคี
มีน้ำใจไมตรีที่ดีต่อกัน ความเสมอภาค การไม่ยกตนข่มท่าน รู้จักวางตัว การวางแผน มีความรอบครอบ
ไตร่ตรองก่อนลงมือทำเสมอ
เสียสละส่วนตนเพื่อผลส่วนรวมและที่สำคัญคือความรักที่มีต่อชาติบ้านเมือง คนไทยสมัยก่อนเป็นเช่นนี้
ซึ่งหากนำมาเปรียบเทียบกับปัจจุบัน คงมีหลายอย่างที่ลบเลื่อนไป
คนเราสมัยนี้เห็นแก่ตัวมากขึ้นส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะสภาพของสังคมที่ต้องแข่งขันกันอย่างไม่ลดละ
การแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่มองสังคมรอบข้างทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
น้ำใจที่มีให้กันลดน้อยถอยลงตามลำดับโดยเฉพาะสังคมเมือง คงเหลือไว้ให้ชื่นใจบ้างปะปลายจากสังคมชนบท
คนเราสมัยนี้จึงไม่มีความสุขอย่างแท้จริงจึงเป็นความสุขที่จอมปลอมซึ่งอาจแลกมาด้วยเงินทอง
หรือพฤติกรรมปลอมๆที่เราใส่หน้ากากเข้าหากัน
ประวัติศาสตร์จึงมีไว้เพื่อศึกษาสิ่งที่เราเคยพลาดพลั้งมาและไม่ให้สิ่งนั้นซ้ำรอยอีกครั้ง
วรรณกรรมเรื่อง คนดีศรีอยุธยาของ เสนีย์
เสาวพงศ์
จึงงดงามด้วยถ้อยคำที่เรียบง่ายและเนื้อหาสาระที่สะท้อนสังคมไทยในสมัยก่อน
แง่คิดของการใช้ชีวิตต่างๆที่สะท้อนผ่านตัวอักษรที่เรียงร้อยอย่างสละสลวย
เป็นวรรณกรรมที่เป็นตัวแทนแสดงถึงความรักชาติ ความกลมเกลียวของคนในชาติไทยก็ว่าได้
ด้วยรูปแบบเนื้อหาที่ปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึกให้ต่อสู้
ดังเช่นผู้เขียนได้กล่าวไว้ว่า
"คนเราถ้าแพ้ทางใจแล้วมันร้ายยิ่งกว่าแพ้ทางกาย
มันแพ้อย่างราบคาบเลยทีเดียว"เป็นคำที่ต้องการให้เราต่อสู้กับอุปสรรคเพียงแค่ใจไม่แพ้
เราจะก้าวผ่านความยากลำบากนั้นได้อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาในความเป็นนวนิยาย
ผู้เขียนมุ่งถ่ายทอด ถึงความเสียสละที่ไม่หวังผลใดๆมาตอบแทน
ซึ่งสะท้อนผ่านตัวละครหลักสามคน คือ โต น้อย เล็ก ซึ่งเป็นตัวละครที่ทำให้เรื่องดำเนินไปอย่างน่าตื่นเต้นและชวนติดตาม
และตัวละครอื่นๆ เช่น แก้ว พะยอม ก็ถือว่ามีความสำคัญ เช่นแก้ว
คือผู้ที่ชักชวนชาวบ้านให้มาร่วมกองทัพกับเจ้าตากจนตีพม่าแตกพ่ายสำเร็จ เป็นต้น
ส่วนตัวละครอื่นเป็นเพียงตัวสนับสนุน เช่น ป้าเจิม ที่ให้ที่พัก กับ
สามพี่น้องและพะยอม ครั้งออกมารวบรวมพลเพื่อกอบกู้กรุงศรีอยุธยา เป็นต้น
ด้วยบทพรรณนาที่โดดเด่นและบทสนทนาที่เด่นชัดทำให้ผู้อ่านเข้าใจตัวละครได้มากขึ้น
ทั้งในด้านอารมณ์ความรู้สึก
ลักษณะนิสัยของตัวละครตลอดจนความคิดเห็นของแต่ละตัวละคร
เช่นดังที่ผู้เขียนได้กล่าวไว้ว่า "ไม่ดีหรอก ถ้าคนเราคิดเหมือนกันทุกอย่างมันก็ไม่มีประโยชน์
อะไรที่ทำให้เห็นความสำคัญระหว่างคนสองคน
เพราะคนหนึ่งจะสูญหายกลายเป็นเพียงคนๆเดียว"เป็นความคิดเห็นที่ตัวละครแสดงออกมาว่าเราควรมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันบ้างเพื่อจะได้เป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน
เสนีย์ เสาวพงษ์ จึงเป็นกวีนักประพันธ์
ที่มองเห็นความสำคัญเล็กๆน้อยๆของประวัติศาสตร์ได้อย่างแยบยล และเข้าถึงได้ง่าย
จึงเป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับทุกคน
ไม่ว่าจะอ่านเพื่อให้ความบันเทิงหรือต้องการรับรู้ประวัติศาสตร์ที่สอดแทรกอยู่ตลอดทั้งเรื่อง
ด้วยเนื้อหาที่อ่านเข้าใจง่ายและแง่คิดต่างๆที่แฝงอยู่ภายในเล่ม
จึงไม่แปลกที่ใครหลายๆคนจะมีหนังสือเล่มนี้อยู่ในใจ รวมทั้งตัวข้าพเจ้าด้วย
ความคิดที่ถูกกลั้นกรองมาแล้วอย่างดี จึงไม่ควรเสียเปล่าอย่างไรค่า
หนังสือเล่มนี้จึงควรคู่ที่จะอยู่ในสังคมไทยตราบนานเท่านาน

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น