วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2559

วิจารณ์ เรื่อง คนดำน้ำ

คนดำน้ำ

          คนดำน้ำ หนึ่งในงานประพันธ์รวมเรื่องสั้นของ นิคม รายยวา เรื่อง คนบนต้นไม้ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคนกลุ่มหนึ่ง ที่มีความคิด วิธีการ และความเชื่อมั่นในการประกอบอาชีพที่ต่างกัน ซึ่งผู้แต่งถ่ายทอดออกมาให้เห็นในรูปแบบของบทสนทนา พฤติกรรมที่ตัวละครแต่ละตัวได้แสดงออกที่เกิดในช่วง พ.. ๒๕๑๔ เป็นยุคที่สังคมไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆในสังคม แล้วส่งผลกระทบต่อสังคมรากหญ้า ซึ่งตัวละครทั้งสี่เป็นสัญลักษณ์แทนอาชีพของคนที่อยู่ในยุคนั้น
          สังคมไทยในปัจจุบันหรือในอดีตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสังคมเมืองหรือสังคมชนบท ต่างมีการประกอบอาชีพที่แตกต่างกันออกไป ในบางครั้งทางรัฐบาลหรือองค์กรของรัฐปฏิบัติหน้าที่ไม่เหมาะสม หรือให้การดูแลช่วยเหลือไม่ทั่วถึง ทำให้ประชาชนที่ประกอบอาชีพต่างๆ ขาดหลักประกันในชีวิต ส่งผลกระทบทุกชั้นชน  ดังเช่นในเรื่อง คนดำน้ำ ที่ฉากของเรื่องมีเพียงบึงเล็กๆ แต่เป็นที่ทำมาหากินของคนมากมายที่ต้องการทรัพยากรต่างๆบริเวณริมบึงแห่งนี้เพื่อการดำรงชีวิต โดยที่สังคมรอบข้างเป็นตึกสูง โรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งในอนาคตบึ่งแห่งนี้อาจกลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรมได้เช่นกัน จะเห็นได้จาก ตอนจบของเรื่องที่บรรยายถึงโรงงานอุตสาหกรรมที่กำลังสร้างเข้าใกล้มาถึงบึงแห่งนี้ แต่ถ้าหากตีความฉากของเรื่องในอีกรูปแบบหนึ่ง อาจหมายถึงสังคมชนบทที่ยังหลงเหลืออยู่ในกรุงเทพก็ได้ เพื่อให้กลุ่มชนได้ประกอบอาชีพที่ตนรัก
          เรื่องสั้นเรื่องนี้ ใช้บทสนทนาเป็นหลักในการดำเนินเรื่อง เพื่อให้เห็นพฤติกรรมของตัวละคร แนวคิด วิธีการต่างๆที่แต่ละคนแสดงออกทางความคิดในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งแต่ละคนก็เชื่อมั่นในสิ่งที่ตนทำอยู่ว่าจะเกิดประโยชน์ต่อตนเองสูงสุด  เช่น บทสนทนาของคนแทงฉมวกที่ว่า ของผมดีกว่า คนถือฉมวกพูด แม้วันนี้ยังไม่มีโอกาสแทง แต่ถ้าแทงไปเมื่อไหร่ กินไปได้หลายมื้อแน่ มากกว่าที่คุณทำมาทั้งวันเสียอีก เป็นต้น  จนบางครั้งก็ไม่ทราบว่าสิ่งที่ตนทำอยู่นั้นจะเกิดผลเมื่อไหร่ หรือบางคนมีอาชีพที่ทำแล้วเห็นผลทันที เช่น คนเลี้ยงผักบุ้ง แต่ก็ไม่สามารถทำให้ตนลืมตาอ้าปากได้เท่าที่ควร ยังเป็นอาชีพแบบหาเช้ากินค่ำไปวันๆ เป็นต้น คนเราแต่ละคนมีความคิดที่เป็นตัวของตัวเอง ในบางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าดีอาจไม่ดีสำหรับคนอื่น การใช้ความคิดหรือการแสดงออกด้านต่างๆจึงไม่ควรให้กระทบต่อความคิดคนอื่นมากเกินไป
          ตัวละคร ในเรื่อง มีทั้งหมด สี่ตัว ประกอบด้วย คนเลี้ยงผักบุ้ง คนตกเบ็ด คนแทงฉมวกและคนดำน้ำ ตัวละครทั้งสี่เป็นสัญลักษณ์แทนการประกอบอาชีพต่างๆ ที่แต่ละคนก็ไม่อาจบอกได้ว่า อาชีพของใครจะดีกว่ากัน ซึ่งตัวละครแต่ละตัวอาจเป็นสัญลักษณ์แทนอาชีพต่างๆ ได้ดังนี้ คนเลี้ยงผักบุ้ง อาจเปรียบกับ อาชีพ ของชนชั้นกรรมมาชีพ ที่ต้องหาเช้ากินค่ำไปวันๆ เช่น เกษตรกร หรือการทำงานรับจ้างรายวันทั่วไปในปัจจุบัน ซึ่งถ้าทำทุกวันเราก็จะมีอยู่มีกินทุกวันแต่ถ้าวันไหน ไม่ได้ทำ อาจทำให้เกิดความขัดสนทางการเงิน เป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง ต่อมาตัวละครอย่างคนตกเบ็ดอาจเปรียบได้กับอาชีพรับราชการ เพราะมีความมั่นคง อย่างเช่นที่คนตกเบ็ดได้กล่าวไว้ว่า ตกเบ็ดหาปลาก็ดี คนตกเบ็ดพูด ไม่มีวันอด ได้ปลาอยู่วันยังค่ำ มีแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง เป็นต้น อาชีพราชการมีเงินเดือนรองรับทุกเดือน จะได้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความขยันของแต่ละคน เช่น ทหาร ตำรวจ ที่ยศสูงย่อมได้เงินเดือนมากกว่าคนที่มียศต่ำ คนที่มีอาชีพแน่นอนจึงมักทำตัวเรื่อยเปื่อยไม่ค่อยมีแรงกระตุ้น บางครั้งอาจค่อยเวลามากเกินไป จนทำให้เวลานั้นศูนย์เปล่าไปโดยไม่เกิดประโยชน์
 คนแทงฉมวกอาจเปรียบได้กับนักการเมือง เพราะคนแทงฉมวกหวังแทงเอาเฉพาะปลาตัวใหญ่เท่านั้น ถึงแม้ต้องรอคอยเวลา แต่ก็คุ้มกับผลตอบแทน นักการเมือง ส่วนมากจะเป็นคนที่คิดการไกลมีการวางแผนล่วงหน้า ต้องทำในสิ่งที่ตนได้ผลประโยชน์มากที่สุดแต่บางครั้งก็เป็นอาชีพที่เลื่อนลอย ไม่มีหลักให้ยึด ในบางครั้งถึงแม้จะเห็นปลาตัวใหญ่แล้ว แต่คนเราก็ต้องมีพลาดกันทุกคน ถ้าหากแทงผิดเป้า ความหายนะก็มาเยือนได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน มีนักการเมืองจำนวนไม่น้อยในปัจจุบันที่ลงทุนกับอาชีพนี้แล้วสูญเปล่าอย่างไม่ได้อะไรเลย
ส่วนตัวละครสุดท้าย ซึ่งตรงกับชื่อเรื่อง คือคนดำน้ำ อาจเปรียบได้กับ นักศึกษาหรือคนรุ่นใหม่ที่แสวงหาความคิดใหม่ๆ ที่แปลกไปจากคนอื่น หรืออาจจะกล่าวรวมไปถึงเรื่องการเมืองที่นักศึกษาในยุคนั้นมีความสำคัญที่ทำให้การปกครองของประเทศมีการเปลี่ยนแปลง ด้วยความคิดที่แปลกให้ แนวคิดที่แตกต่างออกไป ทำให้คนสมัยนั้นไม่เข้าใจในสิ่งที่นักศึกษาทำ ประชาชนส่วนใหญ่ในยุคนั้นยังเชื่อในขนบธรรมเนียมที่เป็นแบบเก่าอยู่มาก จะเปลี่ยนแปลงอะไรนิดหน่อยบางครั้งก็เกิดการต่อต้าน โดยอ้างเหตุผลเก่าๆ ว่าสังคมไทยเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แทนที่จะลงมือศึกษาให้เห็นแจ้งก่อนค่อยออกมาแสดงความคิดเห็นหรือต่อต้าน ที่สำคัญคือ สิ่งที่นักศึกษาทำนั้นมันชัดเจนอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่มีใครเข้าใจพวกเขา
          หากนำเรื่องราวมาโยงให้สัมพันธ์กัน โดยการแทนสัญลักษณ์จากข้างต้น อาจทำให้เราทราบว่า คนดำน้ำหรือนักศึกษา คือ ต้นแบบของแนวคิดใหม่ ความคิดของพวกเขาเข้ามามีอิทธิพลกับคนทุกฝ่ายทุกอาชีพ จะเห็นได้จาก การกระโดดน้ำลงไปในบึงแล้วส่งผลกระทบต่อ สองคน คือ คนตกเบ็ดหรือข้าราชการ และคนแทงฉมวกหรือนักการเมือง ส่วน คนเลี้ยงผักบุ้งจะไม่ค่อยได้รับผลกระทบ ก็เหมือนปัจจุบัน การเมืองจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร เกษตรกรก็ยังเป็นชนชั้นรากหญ้าอยู่เหมือนเดิม เมื่อความคิดใหม่ของนักศึกษาเข้ามามีบทบาทมากขึ้นจนเกิดเป็นพลัง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง เช่น ตอนนี้ คนแทงฉมวกไม่แน่ใจที่ต่อไปจะแทงฉมวกอยู่หรือจะดำน้ำเพื่อหาปลาดี เพราะสิ่งที่ตนทำอยู่ไม่มีความหมาย ก็เปรียบเหมือนการเมืองในสมัยนั้น ที่สุดท้ายรัฐบาลก็ต้องยอมรับฟังพลังแห่งนักศึกษา สุดท้ายคนที่เดินหันหลังให้นักศึกษาในสมัยนั้นก็คือนักการเมือง ดังนั้นสิ่งที่ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงในยุคนั้น คือนักศึกษา กับ นักการเมืองเท่านั้น ส่วนคนที่ยังอยู่ที่เก่าและยังมองดูอยู่เฉยๆ คือ ชนชั้นกรรมมาชีพ และข้าราชการ ที่ไม่ได้ใช้สิทธิใช้เสียงในเรื่องการเมืองการปกครอง

          สุดท้ายแม้คนเราจะต่างความคิดเห็น มีความคิดเป็นของตนเอง เชื่อมั่นในตนเองอย่างไร แต่เมื่ออยู่ในสังคมเดียวกันเราทุกคนต้องปรับตัวเข้าหากัน อย่าใช้อารมณ์ส่วนตัวตัดสินปัญหาส่วนร่วม หรือในเรื่องต่างๆก็ตามแต่ เมื่อมีถูกก็ต้องมีผิดเป็นธรรมดา มีเหมือนกันก็ต้องมีต่างกัน การขับเคลื่อนไม่ว่าอะไรก็ต้องมีสองทิศทางเสมอ หารเปรียบรถกระบะคันหนึ่งเป็นสังคมและถนนที่อยู่ใต้ท้องรถเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีหรือสิ่งต่างๆที่สังคมยังไม่เปิดเผย เราจะไม่รู้เลยว่าถนนที่อยู่ใต้ท้องรถเป็นอย่างไร เราจะรู้ก็ต่อเมื่อรถคันนั้นขับเคลื่อนออกไปเราจึงจะเห็นถนนที่อยู่ใต้ท้องรถว่ามันเรียบหรือมันขรุขระ การเมืองหรือด้านต่างๆก็เช่นกัน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเท่านั้นเราจึงจะเห็นข้อผิดพลาดหรือส่วนที่ดีของตนเอง การอยู่ร่วมกันในสังคมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรตระหนัก ให้ความสำคัญ เราจึงจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข  

ไม่มีความคิดเห็น:

5 เรื่องที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน

  นี้ก็เป็น ep.2 สำหรับคลิปที่น่าสนใจเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์รอบตัวเรา คุณเคยรู้ไหมว่าขนของเราส่วนไหนแข็งที่สุด ถ้าอยากรู้ก็เข้าไปดูกันนะครับ ช่...