ญ่า
งานประพันธ์ร้อยแก้วประเภทเรื่องสั้นของ อังคาร กัลยาณพงศ์ ซึ่งมีลีลาโวหารในการประพันธ์คล้ายกับนิทาน
เล่าเรื่องผ่านจินตนาการและความสำนึกในคุณค่าแห่งโลกธรรมชาติของผู้เขียน
เป็นเรื่องราวของ หญิงชรา เมื่อหายไข้ แล้วอยากกินข้าวกับแกงส้ม จึงออกจากกระท่อมไปเก็บผักมาทำแกงส้ม
ระหว่างที่เก็บผักอยู่ก็เกิดความมหัศจรรย์ขึ้น คือ ผักสามารถพูดได้ และให้หญิงชราเก็บตนเพื่อไปทำแกงส้ม
เมื่อหญิงชราได้พูดกับผักต่างๆ ทำให้รู้สึกทราบซึ้งถึงความดีงามของเหล่าพฤกษา
แต่สุดท้ายหญิงชราก็ถูกงูกัดตาย ทำให้พฤกษาทั้งหลายร่ำไห้ และเสียใจ นานๆครั้งที่นักเขียนอย่าง
อังคาร กัลยาณพงศ์ จะมาเขียนเรื่องสั้น จึงมีความน่าสนใจไม่น้อย
โดยเฉพาะภาษาที่เรียบง่ายและมีความสวยงาม และความแปลกใหม่ของวรรณกรรมเรื่องนี้
เรื่องสั้นเรื่องนี้
เปิดเรื่อง โดยกล่าวถึงเวลาและฤดูกาล "สายยัณห์หนึ่งในวสันตฤดู" และกล่าวถึง
ฉากบรรยากาศที่เป็นชนบทอันห่างไกลจากตัวเมือง และ ความอ้างว้างเดียวดาย
เป็นการนำสู่เรื่องราวโดยใช้ภาษาง่ายๆได้ดี
จะเห็นถึงความอ้างว่างเดียวดายของหญิงชราและความเป็นธรรมชาติของฉาก ให้ความสมจริงในเรื่องฉากบรรยากาศถึงแม้จะมีเรื่องที่เป็นอัศจรรย์ใช้ในการดำเนินเรื่อง
และด้วยเหตุที่เล่าเรื่องในรูปแบบนิทาน เมื่อผู้อ่านอ่านแล้วจึงเน้นไปที่ใจความสำคัญหรือแก่นเรื่องมากกว่า
การดำเนินเรื่องใช้การพรรณนาถึงสิ่งที่ไม่มีชีวิตให้มีชีวิต
หรือเรียกว่าบุคลาธิษฐาน เช่น ญ่าเก็บฉันก่อนเถอะ เถานั้นเป็นน้องสาว รอไว้พรุ่งนี้
บางที เธออาจจะมีเรื่องสนทนาปราศรัยกับญ่าบ้างก็ได้ เป็นต้น
จากข้อความข้างต้นเป็นฉากที่เถาตำลึงพูดกับญ่าซึ่งกำลังมาเก็บผักเพื่อเอาไปทำแกงเลียงยอดผักหญ้า
การดำเนินเรื่องเช่นนี้ทำให้เรื่องสั้นเรื่องนี้ มีรูปแบบของนิทานมากขึ้นหรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็นนิทานเรื่องหนึ่งที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิต
ความโดดเด่นของเรื่องสั้นเรื่องนี้อาจเห็นได้แต่ ชื่อเรื่อง คือ ญ่า แทน ย่า
ซึ่งเมื่อเราอ่านก็จะทำให้นึกถึงคำว่า หญ้า ซึ่งมีความหมายเปรียบว่าเป็นสิ่งต้อยต่ำไร้ค่า
ไม่มีใครให้ความสนใจ สังคมมองข้าม แต่ว่าสิ่งที่ดูต้อยต่ำไรค่า
ก็มีคุณค่าอันประเมินไม่ได้เช่นกัน
การใช้น้ำเสียงผู้แต่งในเรื่องทำให้เรื่องราวมีอรรถรสมากขึ้น เช่น หญิงชราตื้นตันใจจนน้ำตาพร่าพรายลงอาบแก้ม
เป็นต้น หรือแม้แต่อารมณ์ของผักต่างๆที่ผู้แต่งใส่อารมณ์ของตัวเองเล่าเรื่อง
แต่ก็ทำให้ผู้อ่านได้อารมณ์และเห็นภาพตามไปด้วย ด้วยงานเขียนที่เป็นเอกลักษณ์ของ
อังคาร กัลยาณพงศ์ ถึงแม้จะเป็นเรื่องสั้นแต่ลักษณะคำประพันธ์ก็มีความคล้ายร่ายยาว
เช่น หญิงชราร่างหง่อม อาศัยกระท่อมเก่าๆ กลางไร้ร่าง นางมีสีผมเหมือนสีหมอกดอกเลา
ใบหน้านั้นย่นและเหี่ยวแห้ง เว้นแต่แววตายังวาว แต่ก็ราวกะเวลาเมื่อโพล้เพล้
เป็นต้น จากข้อความข้างต้นเราก็จะเห็นสัมผัสที่สอดร้อยกันอยู่หลายที่ เช่น หง่อม กระท่อม ร่าง นาง เป็นต้น
การใช้ภาษาที่เห็นได้ชัด
คือ การใช้คำซ้อน เช่น สนทนาปราศรัย เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ วิเวกวังเวง เป็นต้น
ซึ่งการใช้คำซ้อน ก็จะทำให้อารมณ์ของตัวละครหรือเนื้อเรื่องมีความเด่นชัดยิ่งขึ้น
เกิดจินตภาพ และรู้สึกคล้อยตามได้ง่าย ทำให้เนื้อเรื่องดูมีความยิ่งใหญ่มากขึ้น
ยิ่งข้อความที่มีสัมผัสแล้วยังซ้อนกันอีก อย่าง ไร้ญาติขาดมิตร ก็จะทำให้ได้อารมณ์ยิ่งขึ้นและมีความเป็นร่ายยิ่งขึ้นเช่นกัน
แนวการประพันธ์ที่โดดเด่นและแปลกใหม่จึงเพิ่มความเร้าใจในงานประพันธ์ชิ้นนี้แก่ผู้อ่านได้ไม่น้อย
นอกจากความงามในด้านต่างๆที่กล่าวมาแล้วแต่ข้างต้น
ญ่า ยังแฝงแนวคิด เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ อีกมากมาย เช่น ความเชื่อที่ว่าทุกอย่างในโลกย่อมมีค่า
ไม่ว่าสิ่งนั้นจะต่ำต้อยเพียงใด อาจมีคนมากมายมองบางอย่างว่าไร้ค่า
แต่สำหรับบางคนอาจมองของสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่มีค่ามาก เช่น ญ่า ในเรื่อง
ที่ทุกคนมองว่าไร้ค่า สังคมมองไม่เห็นซึ่งความคุณงามความดี
แต่ก็มีเหล่าพฤกษาชาตินานานพันธุ์เห็น ญ่า
ว่ามีคุณค่าควรแก่การให้การช่วยเหลือหรือได้รับการดูแล เป็นต้น
ธรรมชาติของมนุษย์ถ้าให้อคติกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ว่าไม่ดีแล้วยากนักที่จะปรับอคตินั้นให้ดีขึ้นได้
ส่วนมากจะชอบมองคนอื่นในสิ่งที่เขาไม่ดี ทั้งที่ตนก็อาจไม่ต่างจากเขาหรือดูแย่กว่ามากก็เป็นได้
คุณค่าอีกอย่างที่มีความสำคัญมากคือ
การให้ความสำคัญกับธรรมชาติอันเป็นบ่อเกิดแห่งทุกชีวิต สิ่งที่อยู่รอบตัวเรา ภูเขา
แม่น้ำ อากาศ พืชผักต่างๆ คือสิ่งที่ค่อยหล่อเลี้ยงชีวิตของเราเรื่อยมา
เราไม่ควรมองข้ามสิ่งนี้ไปอย่างเช่นในปัจจุบัน ทั้งตัดไม้ทำลายป่า บุกรุกป่าไม้
การเผาป่า หรือการทำไร่เลื่อนลอยต่างๆ
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้ธรรมชาติของโลกเสื่อมโทรมถือเป็นการลบหลู่สิ่งที่สร้างชีวิตของตน
ทุกสิ่งในโลกล้วนมีคุณค่า หากเราจ้องแต่ทำลาย สักวันสิ่งนั้นก็จะกลับมาทำร้ายเรา
ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนที่ไม่เข้าใจยังคงสร้างความเสียหายให้แก่ธรรมชาติอยู่ดี
เพราะหลงในสิ่งที่เป็นอบายมุขอยู่ เปรียบได้กับ งูร้าย
ที่ไม่เข้าใจเจตนาของหญิงชราที่ต้องการประกาศออกไปถึงสรรพคุณของผักต่างๆที่ทุกคนมองข้ามอยู่
ให้เห็นคุณค่า แต่คนจำพวกงูย่อมไม่รับรู้ จึงกัดหญิงชราจนตาย
คนจำพวกนี้มีอยู่มากในสังคมปัจจุบัน
ด้วยเหตุผลหลากหลายประการทำให้คนเราเห็นแก่ตัวมากขึ้นทุกวัน
บางครั้งเราต้องมองโลกในมุมใหม่บ้าง อคติต่างๆ อาจลดน้อยลง
คนเราไม่สามารถก้มหน้าได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว เวลาที่เราเงยหน้าควรใช้เวลานั้นมองดูโลกให้กว้างขึ้นกว่าทุกๆครั้งที่เราเงยหน้า
มองด้วยความเข้าใจ มองให้เห็นคุณค่า
เพราะทุกสิ่งที่ก่อเกิดเป็นมนุษย์จนถึงทุกวันนี้ก็คือธรรมชาติ ธรรมชาติคือทุกสิ่ง
เมื่อเราเข้าใจธรรมชาติย่อมเข้าใจโลก อย่างเช่น ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่าว่า
ธรรมชาติคือชีวิต ชีวิตคือธรรมชาติ
ถ้าหากเราเข้าใจคงไม่ยากสำหรับการมีชีวิตที่ผาสุข
ด้วยความเรียบง่ายของเนื้อหา
คติธรรมที่แฝงอยู่ การคิดในรูปแบบใหม่ๆ
การลำดับเรื่องตามเหตุการณ์ง่ายต่อการอ่านและทำความเข้าใจ งานเขียนของ อังคาร
กัลยาณพงศ์ เรื่อง ญ่า เรื่องนี้ จึงเป็นเรื่องสั้นที่ทุกคนควรอ่าน
อาจต้องตีความอยู่บ้าง แต่เมื่อท่านได้อ่าน
จะทำให้มองเห็นคุณค่าสิ่งต่างๆที่เคยหลงลืม
หรือไม่เคยคิดว่ามีความสำคัญเลยมีความสำคัญมากขึ้น เข้าใจคนอื่นมากขึ้น
เข้าใจโลกมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละคนเช่นกัน
เมื่อเราเข้าใจสิ่งนั้น เราย่อมเห็นค่าสิ่งนั้นด้วยเช่นกัน

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น