มหาภารตยุทธ์
จุดกำเนิดเรื่องราว
มหาภารตะ หรือ มหาภารตยุทธ
เกิดจากการรจนาของฤาษีวยาส หรือ กฤษณะ ไทวปายนะ ซึ่งเป็นบุตรของ ฤาษีปราศร กับนาง
สัตยวดี จุดหมายของการรจนาครั้งนี้ก็เพื่อไว้นำไปสั่งสอนศิษย์
แต่มหาภารตะที่รจนาไว้นั้นมีความยาวเป็นแสนโศลก จึงยากที่จะหาใครมาลิขิตหรือบันทึกไว้ให้ได้หมด
พระพรหมณ์เมื่อทราบถึงเจตนาของฤาษีวยาส จึงปรากฏตัวต่อหน้าฤาษีวยาส
และบอกว่ามีผู้ที่สามารถลิขิตหรือบันทึกเรื่องราวให้ท่านได้ คือ พระคเณศ
ซึ่งเป็นเทพแห่งปัญญา เมื่อได้พบพระคเณศจึงบอกถึงจุดมุ่งหมายของตนในครั้งนี้ที่มา
พระคเณศก็ยินดีที่จะลิขิตให้แต่มีเงื่อนไข คือ ให้ฤาษีวยาส
รจนาจนาโดยการร่ายยาวจนจบห้ามหยุดพัก ฤาษีวยาสก็มีเงื่อนไขเช่นกันว่า
พระคเณศเองต้องเข้าใจสิ่งที่ตนรจนาก่อนจึงลิขิตหรือบันทึกข้อความลงไป
เมื่อตกลงกันเรียบร้อย ทั้งสองจึงทำการรจนาและลิขิต ข้อความจนจบ เกิดเป็นมหาภารตะ
เรื่องย่อ
มหาภารตยุทธ์
เป็นการพรรณนาถึงกษัตริย์แห่งราชงวศ์ภรต หรือ ภารต
อันเป็นชื่อของเผ่าพันธุ์และประเทศอินเดีย
ซึ่งเป็นเรื่องราวการขับเคี่ยวสงครามระหว่างพี่น้องตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ
ซึ่งทั้งสองตระกลูต่างสืบเชื่อสายมาจากบรรพบุรุษเดียวกันคือ ท้าวภรต
จุดประสงค์ของการทำสงครามก็เพื่อแย่งชิงราชสมบัติและปกครองแผ่นดิน
ซึ่งฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายธรรมมะ อีกฝ่ายเป็นฝ่ายอธรรม ณ ทุ่งราบกุรุเกษตร
ทั้งสองฝ่ายทำการรบกันอย่างดุเดือด เป็นเวลายาวนานถึง ๑๘
วันเต็มๆต้องเสียไพร่พลกันไปจำนวนมหาศาล แต่ในที่สุดฝ่ายธรรมมะ คือ
ฝ่ายพี่น้องปาณฑพ ก็เป็นผู้ชนะสงคราม
ประวัติ
ภีษมะ หรือ
คานตนพ หรือ คางเคยะ บุตร ของ คานตนุ กับ พระแม่คงคา เรื่องราวของ ภีษมะ มีดังนี้
มีเทวดาในกลุ่มคณะวสุคณะ
อยู่ ๘ องค์ วันหนึ่งได้พาภริยาไปเที่ยวเพื่อชื่นชมธรรมชาติให้เพลิดเพลิน
แถวเขาพระสุเมรุ ซึ่งใกล้ๆบริเวณนั้นเป็นอาศรมของ ฤาษีวสิษฐ์
ซึ่งท่านได้เลี้ยงแม่วัวกับลูกไว้ แม่วัวชื่อ นันทินี
เป็นแม่วัวที่ให้นมได้มากกว่าความต้องการของเจ้าของ
และเมื่อใครได้ดื่มกินจะมีอายุยืนถึงพันปี เทวดาองค์หนึ่ง ชื่อ ทยุ
เห็นแม่วัวแล้วอยากได้ จึงให้สามีตนไปขโมยฤาษีมาแต่ฤาษีจับได้จึงสาปให้เทวดาทั้ง ๘
ไปเกิดในโลกมนุยษ์และให้ ทยุ ผู้ริเริ่ม
อยู่ในโลกมนุษย์นานที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะสามารถอยู่ได้
ด้วยความกลัวเทวดาทั้ง ๘
จึงไปขอร้องพระแม่คงคาให้รับตนไว้เป็นลูกเมื่อตนมาเกิดบนโลกมนุษย์
และเมื่อเกิดมาให้โนตนลงในน้ำทันที ด้วยความสงสารพระแม่คงคาจึงรับปากเอาไว้
มีกษัตริย์แห่งนครหัสตินาปุระ ชื่อ
ประตีปะ เป็นกษัตริย์ที่ปฏิบัติตนอยู่ในครรลองของศาสนาเป็นอย่างดี
วันหนึ่งได้เดินทางไปแถวแม่น้ำคงคาและได้พบพระแม่คงคา
สัญญากันว่าเมื่อตนเองมีลูกจะให้แต่งงานกับพระแม่คงคาซึ่งแปลงร่างเป็นหญิงสาวรูปงาม
วันเวลาผ่านไปเมื่อกษัตริย์ประตีปะ ก็มีพระโอรส นามว่า ศานตนุ
เมื่อศาตนุเติบใหญ่และพระบิดาสิ้นพระชนย์ พระองค์จึงได้ขึ้นครองราช
และได้แต่งงานกับพระแม่คงคาตามที่บิดาของตนเคยได้กล่าวไว้ ก่อนแต่ง
พระแม่คงคาขอให้พระราชาศานตนุทำตามที่ตนต้องการ คือการไม่ขัดใจไม่ว่าตนจะทำอะไร
พอแต่งงานและมีลูก นางก็โยนลูกตนเองลงน้ำถึง ๗ คน คนที ๘ พระราชาศานตนุไม่ยอม
นางจึงบอกว่าพระองค์ผิดคำสัญญาและเล่าความจริงให้ฟังจึงอันตรธานหายไปพร้อมกับลูกคนที่
๘ และทิ้งความงงงันให้แก่ราชาศานตนุ วันหนึ่งพระองค์เดินทางไปแถวแม่น้ำคงคา
และที่นี้เองที่พระองค์ได้พบ กับลูกตนเองคือ คางเคยะหรือ ศานตนพลูกคนที่ ๘ ของตน
เมื่อได้คุยกับพระแม่คงคาและทราบความจริงพระองค์จึงพาพระโอรสกลับพระนคร
เมื่อราชาศานตนุมีอายุมากขึ้น
และรู้สึกปลง คิดจะให้พระโอรสขึ้นครองราชย์และตนเองคิดจะออกเดินทางเข้าป่าตามธรรมเนียมกษัตริย์
ระหว่างที่คิดจะออกเดินทางหาความสงบนั้นเองที่พระองค์ได้พบกับนางสัตยวดี
ซึ่งทำให้พระองค์รู้สึกหลงรักในความงามของนางเป็นอย่างมากถึงขั้นชวนไปอยู่ในวังด้วย
แต่มีข้อแม่จากชาวประมงผู้เป็นพ่อว่าหากพระโอรสระหว่างพระองค์กับลูกตนออกมาจะต้องได้ขึ้นครองราชย์
จึงสร้างความหนักใจให้ราชาศานตนุเป็นอย่างมากจนล้มป่วย
เมื่อศานตนพรู้ข่าวและรู้ความจริง จึงจัดพิธีแต่งงานให้กับราชาศานตนุสมความตั้งใจ
และบอกว่าตนจะไม่ขึ้นครองราชย์ ด้วยเหตุนี้ก็มีเสียงจากฝากฟ้า ดังลงมา ว่า ภีษมะ
ซึ่งแปลว่า ฉกาจฉกรรจ์ และเป็นฉายาของศานตนพตั้งแต่นั้นมา
ราชาศานตนุ กับนาง สัตวดี
เมื่อแต่งงานก็มีลูกด้วยกัน สองคน คือ จิตราคทะและวิจิตรวีระยะ
เมื่อราชาศานตนุสิ้นพระชนย์ จิตราคทะก็ครองราชย์แทน
ครองราชย์ได้ไม่นานก็ไม่สู้รบกับคนธรรพ์จนสิ้นพระชนย์ไปอีกคน วิจิตรวีระยะจึงขึ้นครองราชย์แทนพระเชษฐาแต่ด้วยอายุยังน้อย
ท้าวภีษมะจึงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนก่อนจนกว่าพระองค์จะมีพระชนย์มายุมากพอที่จะปกครองบ้านเมือง
ต่อมา แคว้น
กาศีจัดพิธีสยุมพรหรือการเลือกคู่ ของธิดาทั้งสามองค์คือ อัพพา อัพพิกา และ
อัพพาลิกา ท้าวภีษมะต้องการได้ธิดาทั้งสามคนมาเป็นมเหสีของน้องตนเอง คือ จิตรวีรยะ
แต่เมื่อไปทำการเจราจฝ่ายกาศีไม่ยอม จึงเกิดการสู้รบกันขึ้น
ฝ่ายภีษมะเป็นผู้ชนะจึงนำธิดาทั้งสามกลับเมืองตนแต่ปล่อยนางอัพพาไปเพราะหมั้นหมายกับราชาศาละไว้แล้ว
แต่พอกลับไปก็ถูกปฏิเสธนางจึงแค้นภีษมะมาก จึงออกบำเพ็ฐเพียรและขอพรจากพระศิวะให้ตนเกิดเป็นลูกของเท้าทรุปัท
ชื่อ ศิขิณทิน ซึ่งต่อมาเป็นต้นเหตุการตายของภีษมะ
ราชาวิจิตรวีรยะ
เมื่อได้อภิเษกกับพระธิดาทั้งสองก็หมกหมุ่นกับกามอารมณ์มากเกินไปทำให้สิ้นพระชนย์ขณะเสวยสุขกับภริยา
ซึ่งยังไม่มีผู้สืบราชสมบัติแทนเพราะยังไม่มีบุตรเลยสักคน
ทำให้นางสัตยวดีคิดมากเรื่องการสืบราชสมบัติ
จึงให้ภีษมะทำนิโยคกับพระธิดาทั้งสองแต่ภีษมะทำไม่ได้เพราะเคยสัญญาไว้กับเหล่าเทวดา
นางจึงคิดถึงลูกชายคนโต คือ กฤษณะ ไทวปายนะ วยาส พอกฤษณะทำนิโยคกับธิดาทั้งสอง คือ
อัพพิกา เมื่อคลอดบุตรออกมา ก็ตาบอดทั้งสองข้าง เพราะนางหลับตาตลอดเวลาขณะทำนิโยค
เพราะความรังเกียจ สะอิดสะเอียน กฤษณะฤาษี ชื่อ ธฤตราษฏร์ ชนกของ
กษัตริย์เการพทั้ง ๑๐๐ นั่งเอง ส่วน นางอัพพาลิกา
เมื่อปฏิบัตินิโยคก็ประหวั่นพรั่นพึง จนตัวซีดขาว ลูกออกมาจึงตัวซีดขาวด้วย
ชื่อว่า ปาณฑุ แปลว่า ขาวซีด และเป็นที่มาของ กษัตริย์ปาณฑพทั้ง ๕
เมื่อนางสัตยวดีเห็นสภาพหลานทั้งสองที่ไม่เป็นปกติ
จึงขอให้นางอัพพิกาทำนิโยคอีกครั้ง แต่นางให้คนใช้เข้าไปทำแทน เมื่อคลอดบุตรออกมา
ชื่อ วิทูร เป็นผู้มีปัญญาล้ำเลิศและเปี่ยมด้วยความเที่ยงธรรม จึงได้สมญาว่า
มหามติ แต่ด้วยเหตุที่ ธฤตราษฏร์ตาบอด และวิทูรไม่ใช่หน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์
ปาณฑุจึงได้ขึ้นครองราชย์
ต่อมาภีษมะหาคู่ครองให้ทั้งสอง
ธฤตราษฏร์ อภิเษกกับ เจ้าหญิงคานธารี ธิดาของท้าวสุพล แห่งนครคันธาระ
ส่วนปาณฑุอภิเษกกับเจ้าหญิงกุนตีธิดาของราชาศูระกษัตริย์เชื้อสายยาทพ เจ้าหญิงกุนตีเป็นกนิษฐภคินีของท้าววสุเทพผู้เป็นชนกของพระกฤษณะ
ท้าวธฤตราษฏร์ แต่งงานกับ
เจ้าหญิงคานธานรี มีลูกด้วยกัน ๑๐๑ พระองค์ เป็นพระราชโอรส ๑๐๐ คน และพระธิดา ๑ คน
พี่ชายคนโต ชื่อ ทุรโยชน์ ซึ่งต่อมาเป็นศัตรูกับ ฝ่ายพี่น้องปาณฑพ
ราชาปาณฑุ แต่งงานกับเจ้าหญิงกุนตีและพระนางมาทรี
แต่ด้วยพระองค์ไปยิงพราหมณ์ที่แปลงร่างมาเป็นกวางซึ่งกำลังเสพสุขกันอยู่ จนตาย
จึงถูกสาปแช่งให้ไม่สามารถมีลูกและเสพสุขกับภรรยาตนเองได้
ถ้าฝืนก็จะทำให้สินพระชนย์ทันที่
นางกุนตีมีพรที่ได้จากพราหมณ์ผู้หนึ่งให้สามารถมีลูกกับเทพได้
นางจึงขอพรและได้ลูกด้วยกันสามคน คือ ยุธิษฐิระ ภีมะ อรชุน สหเทพ และนกุล
จุดเริ่มต้นของสงคราม
เกิดจากความโลภ
อิจฉา ริษยาของทุรโยชน์ โดยทำแผนการต่างที่จะกำจัด พี่น้องตระกูลปาณฑพ
ให้หมดสิ้นไปจงได้ เช่น วางแผนให้พี่น้องปาณฑพไปเที่ยวต่างเมือง แล้วให้อำมาตย์ไปเผาบ้านที่พัก
หรือการเล่นสกาโดยใช้กลโกงต่างๆ จนทำให้ฝ่ายปาณฑพ เสียเมือง เสียทุกสิ่งทุกอย่าง
จนได้ออกเดินทางจากพระนคร ไปอยู่ป่าเป็นนักบวช ถึง ๑๓ ปี

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น